ป.ป.ช.ชุด “ฉก.ฉลามอันดามัน” ย่องเงียบตรวจสอบการซื้อบัตรผ่านระบบ E-Ticket เข้าเที่ยวชมอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา พบนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินั่งมาเต็มลำเรือแต่ซื้อตั๋วมาเพียง 5 คน และยังพบซื้อมาในราคาคนไทย ส่อความไม่ชอบมาพากลไปในทางทุจริต ประสานกรมอุทยานฯดำเนินการตามระเบียบ ขณะที่อธิบดีกรมอุทยานฯมีคำสั่งย้ายหัวหน้าอุทยานฯและตั้งคณะกรรมการสอบสวน
ภายหลังนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช มีคำสั่งย้าย นายฤทธิกรณ์ นุ่นลอย หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา ออกจากพื้นที่ในระหว่างตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจติดตามมาตรการป้องกันการทุจริตในการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ หรือชุด “ฉก.ฉลามอันดามัน” ตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่อุทยาน ที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา ประกาศให้จัดเก็บรายได้ E-Ticket หรือตั๋วแบบอิเล็กทรอนิกส์ ตรวจพบข้อมูลนักท่องเที่ยวไม่ตรงกับความเป็นจริงมีความไม่ชอบมาพากลส่อไปในทางทุจริต
โดยเมื่อวันที่ 27 มี.ค. เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจฉลามอันดามัน เปิดเผยถึงปฏิบัติการเข้าตรวจสอบว่า เมื่อวันที่ 26 มี.ค. คณะทำงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชุดเฉพาะกิจติดตามมาตรการป้องกัน การทุจริตในการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ หรือชุด “ฉก.ฉลามอันดามัน” นำโดยนายสุชาติ กรวยกิตานนท์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ภาค 8 และเจ้าหน้าที่คณะทำงานร่วม 30 คน นำกำลังเดินทางลงตรวจสอบการจัดเก็บรายได้ของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา ลงพื้นที่บริเวณเกาะสี่และเกาะแปด ภายหลังประกาศให้จัดเก็บรายได้ E-Ticket หรือตั๋วแบบอิเล็กทรอนิกส์
เจ้าหน้าที่บุกตรวจด้วยความลับไม่มีการบอก กล่าวกับทางอุทยานฯล่วงหน้าแต่อย่างใด เมื่อเดินทางไปถึงยื่นหนังสือขอเข้าตรวจสอบกับนายฤทธิกรณ์ นุ่นลอย นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา คณะทำงาน ป.ป.ช.มีข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศที่แจ้งจากผู้ประกอบการซื้อตั๋วผ่านระบบ E-Ticket เป็นหลักฐานทั้งหมดแล้ว ก่อนจะแยกย้ายแบ่งหน้าที่กันเข้าประจำจุด
เมื่อเรือของผู้ประกอบการหลายบริษัททยอยกันเดินทางเข้ามาเทียบชายหาด คณะทำงานนับจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่โดยสารมา ก่อนจะตรวจสอบภายหลังจากที่ไกด์นำเที่ยวประจำเรือแต่ละลำจะนำคิวอาร์โค้ดมาให้เจ้าหน้าที่ประจำจุดสแกน เพื่อระบุถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางซื้อตั๋วแบบ E-Ticket เข้ามา แต่ปรากฏว่าคณะทำงานเฝ้าติดตามอยู่ประมาณ 4 ชั่วโมง ตรวจสอบพบว่า เรือผู้ประกอบการท่องเที่ยวเอกชน 15 ลำ ที่เข้ามาเทียบชายหาดเพื่อส่งนักท่องเที่ยว บางลำเข้ามาส่งนักท่องเที่ยวโดยซื้อตั๋วแบบ E-Ticket แจ้งว่ามีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเพียงแค่ 5 คน ทั้งที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเห็นอย่างชัดเจนว่าโดยสารมาถึง 50-60 คน
ทั้งนี้ ยังเห็นอย่างชัดเจนว่า เรือบางลำแจ้งซื้อตั๋วเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยมา 10-20 คน แต่ปรากฏข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบแทบจะไม่มีนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางเข้ามา รวมทั้งหมดที่พบเห็นมีเพียงไม่ถึง 50 คน ราคาตั๋วแบบ E-Ticket จำหน่ายในราคาคนไทย 100 บาท เด็ก 50 บาท ต่างชาติ 500 บาท เด็ก 250 บาท ในระหว่างที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบเห็นว่าลูกจ้างของอุทยานฯที่เฝ้าประจำจุด ไม่ได้นับจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด นับเพียงเรือบางลำเท่านั้น เป็นการนับแบบใช้สายตาและใช้เครื่องกดนับตัวเลข ภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่คณะทำงาน ป.ป.ช.ตรวจพบอย่างชัดเจน ก่อนจะสอบถามว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ ลูกจ้างอุทยานฯ เขียนใบปรับให้กับไกด์นำเที่ยวเพื่อเปรียบเทียบปรับ จะต้องส่งใบปรับให้ทางผู้มีอำนาจของอุทยานฯต่อไป
จากการตรวจสอบข้อมูลรอบเดือนที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวชาวไทย 40,000 คนต่อเดือน แต่ข้อเท็จจริงจากการสังเกตการณ์พบว่าไม่ค่อยปรากฏมีนักท่องเที่ยวชาวไทย ส่วนมากเกือบ 100% เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ข้อมูลและสภาพที่พบเห็นแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ด้านนายสุชาติ กรวยกิตานนท์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ภาค 8 เปิดเผยว่า เป็นภารกิจติดตามเกี่ยวกับเรื่องค่าเข้าอุทยานฯ ป.ป.ช.เสนอมาตรการไปเกี่ยวกับเรื่องให้จัดเก็บแบบ E-Ticket ส่วนที่มาเกาะสิมิลันเพราะเป็นอุทยานฯแรกที่เก็บ E-Ticket อย่าง 100% ตรวจสอบจำนวนนักท่องเที่ยว ที่มากับบริษัททัวร์แต่ละลำยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่บ้าง แต่ความคลาดเคลื่อนต่างๆคือ การจะหา แนวทางที่จะลดความคลาดเคลื่อนลง หรือหาแนวทางแก้ไข เพราะว่าในระบบกับหน้างานจริงๆ มีเรื่อง จำนวนคน ประเภทของนักท่องเที่ยวต่างชาติกับคนไทยค่าธรรมเนียมแตกต่างกันถึงเกือบ 10 เท่า พอแจ้งยอดคนไทยเข้ามาทั้งที่จริงเป็นต่างชาติเยอะทำให้มีความคลาดเคลื่อน แม้ว่าจะเข้ามาในระบบ E-Ticket แต่การตรวจนับยังเป็นแบบธรรมดาคือ การใช้เจ้าหน้าที่ตรวจนับยังมีจุดที่หละหลวมอยู่แต่ไม่มากนัก อาจจะมีประเภทนักท่องเที่ยวมากกว่า แต่ได้หาแนวทางแล้วว่าจะกำชับยังไงให้ลดความคลาดเคลื่อนลง
นายสุชาติเปิดเผยอีกว่า เบื้องต้นประสานไปทางอุทยานฯให้ดำเนินการไปตามกฎกติกาและระเบียบของกรมอุทยานฯ ปรับผู้ที่แจ้งมาไม่ตรงกับที่เข้าชมอุทยานฯ ตอนนี้รวบรวมมาหลายที่แล้ว แต่มีที่นี่เพียงที่เดียวที่ใช้ E-Ticket 100% บางที่นำร่องเป็น E-Ticket แต่ใช้แบบปกติอยู่คือฉีกตั๋วหน้างาน เริ่มเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียกัน แม้ว่าจะพบข้อบกพร่องจริงๆ แต่จะต้องปรับปรุงมาตรการ กรณีนี้ยังไม่พบถึงขั้นที่เจ้าหน้าที่มีพฤติการณ์ในการทุจริต หรือร่วมกับทางเอกชนในการที่จะแสวงหาประโยชน์ ถ้าหากพบเห็น จะดำเนินการให้เป็นตามที่ถูกกล่าวหาร้องเรียนต่อไป
ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์
เว็บไซต์ : https://www.thairath.co.th/