ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศแผนเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์สูงสุดถึง 25% ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตของสงครามการค้าที่กำลังสร้างความตึงเครียดไปทั่วโลก
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ประกาศเมื่อวันพุธที่ 26 มีนาคมตามเวลาในท้องถิ่น ที่จะเดินหน้าแผนการเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ที่ไม่ได้ผลิตในสหรัฐฯ โดยเริ่มต้นที่อัตรา 2.5% และจะเพิ่มเป็น 25% ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตของสงครามการค้า ที่เขาจุดชนวนขึ้นหลังจากกลับเข้าดำรงตำแหน่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
โดยผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์คาดการณ์ว่ามาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ราคารถยนต์สูงขึ้นและส่งผลกระทบต่อการผลิต
ทรัมป์มองว่าภาษีเป็นเครื่องมือในการเพิ่มรายได้เพื่อชดเชยการลดภาษีที่เขาให้คำมั่นไว้ และฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ที่ซบเซามาเป็นเวลานาน โดยภาษีนำเข้าดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 เมษายน ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่เขาวางแผนจะประกาศมาตรการภาษีตอบโต้กับประเทศที่สร้างปัญหาขาดดุลการค้าให้กับสหรัฐฯ 15 ประเทศ หรือ Dirty 15 ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย
การจัดเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ใหม่จะเริ่มต้นในวันที่ 3 เมษายน ซึ่งนอกจากรถยนต์แล้ว มาตรการนี้ยังครอบคลุมถึงรถบรรทุกขนาดเล็กด้วย
คำสั่งนี้อ้างอิงมาตรา 232 ของกฎหมายการค้าปี 1962 ซึ่งการสอบสวนในปี 2019 พบว่าการนำเข้ารถยนต์ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ แต่ทรัมป์ในขณะนั้นยังไม่ใช้มาตรการภาษี
อย่างไรก็ตาม คำสั่งนี้เบื้องต้นจะยังยกเว้นชิ้นส่วนยานยนต์ที่เป็นไปตามข้อตกลงการค้า US-Mexico-Canada Agreement (USMCA) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ทรัมป์เจรจาไว้ในสมัยแรกที่ดำรงตำแหน่ง ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวอนุญาตให้การค้าสินค้าระหว่างสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก ได้รับการยกเว้นภาษี แต่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอีก หลังกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ กับหน่วยงานศุลกากรของสหรัฐฯ (CBP) ร่วมกันพิจารณาเพื่อกำหนดกระบวนการเก็บภาษีจากส่วนประกอบที่ไม่ใช่ของสหรัฐฯต่อไป
ในปี 2024 สหรัฐฯ นำเข้าสินค้ายานยนต์มูลค่า 474,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่มีมูลค่า 220,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ที่สุดไปยังสหรัฐฯ ได้แก่ เม็กซิโก ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แคนาดา และเยอรมนี ซึ่งล้วนเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ โดยทรัมป์จะให้ระยะเวลาผ่อนผันไม่เกินหนึ่งเดือนสำหรับการนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์ ก่อนที่ภาษีนำเข้าใหม่จะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ
ตลาดหุ้นร่วงหนัก
ก่อนหน้าที่ทรัมป์จะประกาศแผนดังกล่าว ราคาหุ้นของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่ามาตรการภาษีอาจสร้างแรงกระเพื่อมต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก ซึ่งกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษีของทรัมป์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดตลาดในแดนลบจากความกังวลเกี่ยวกับภาษีนำเข้า โดยดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง 1.1% ก่อนการแถลงข่าวของทรัมป์ และตลอดเดือนมีนาคม ดัชนีลดลงมากกว่า 4% ซึ่งถือว่าลดลงต่ำที่สุดในรอบเกือบหนึ่งปี
นอกจากนี้ ดัชนีล่วงหน้าของ S&P 500 ยังลดลงอีก 0.4% ในช่วงเย็นวันพุธ ซึ่งส่งสัญญาณถึงการเปิดตลาดที่อ่อนแอในวันพฤหัสบดี
ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 มกราคม ทรัมป์ได้ประกาศและชะลอการเรียกเก็บภาษีจากแคนาดาและเม็กซิโก โดยอ้างว่าเป็นการลงโทษที่ทั้งสองประเทศปล่อยให้สารเสพติดเฟนทานิลไหลเข้าสหรัฐฯ นอกจากนี้ เขายังเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในประเด็นเดียวกัน
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังประกาศเรียกเก็บภาษีสูงจากการนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียม และได้กล่าวถึงแผนเรียกเก็บภาษีตอบโต้ทั่วโลก ซึ่งมีกำหนดประกาศในวันที่ 2 เมษายน
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์
การเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ครั้งนี้คาดว่าจะส่งผลให้ราคารถยนต์ในสหรัฐฯ สูงขึ้นหลายพันดอลลาร์ ซึ่งอาจทำให้ยอดขายรถยนต์ใหม่ลดลง และนำไปสู่การสูญเสียตำแหน่งงานในอุตสาหกรรม เนื่องจากอุตสาหกรรมยานยนต์สหรัฐฯ พึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนเป็นอย่างมาก
เจนนิเฟอร์ ซาฟาเวียน ประธานและซีอีโอของ Autos Drive America ซึ่งเป็นกลุ่มการค้าของผู้ผลิตรถยนต์ต่างประเทศ กล่าวในแถลงการณ์ว่า ในช่วงเวลาที่ราคาคือปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับผู้ซื้อรถยนต์ชาวอเมริกัน ผู้ผลิตรถยนต์ในสหรัฐฯ กำลังพยายามนำเสนอรถยนต์ที่มีราคาจับต้องได้ให้กับผู้บริโภค แต่ภาษีที่กำหนดในวันนี้จะทำให้ต้นทุนการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ในสหรัฐฯ สูงขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้วจะส่งผลให้ราคาสูงขึ้น ตัวเลือกของผู้บริโภคลดลง และตำแหน่งงานในภาคการผลิตของสหรัฐฯ ลดลง
นานาชาติประณามการตัดสินใจของทรัมป์
การประกาศภาษีนำเข้าดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสหภาพยุโรป และนายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ ซึ่งระบุว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการโจมตีโดยตรงต่อแรงงานชาวแคนาดา
ขณะที่อัวร์ซูลา ฟอน เดอร์ ไลเอ็น ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปก็ออกมาประณามการตัดสินใจของสหรัฐฯ โดยเธอรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ ในการกำหนดภาษีนำเข้ารถยนต์จากยุโรป.
ที่มา ไทยรัฐ